Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

Never regret what you do.

THIS'S LIFE

เมื่อไม่นานมานี้ น้องชายต่างสายเลือดคนหนึ่งโทร.มาหา แล้วบอกว่า เขาเป็นเด็กบ้านแตกและหัวใจกำลังสลาย สิ่งที่ฉันทำได้ในวันนั้น คือ การอยู่ข้างๆ คอยฟังสิ่งที่เขาจะระบายออกมา ตอบคำถามเมื่อเขาอยากได้คำตอบที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน

ในเวลาเดียวกัน น้องสาวคนหนึ่งที่ฉันรู้จักก็ต้องเจอกับความรักที่ต้องเลือก เธอไม่ได้โทร.มาหาฉัน แต่ฉันยังอยู่ข้างๆ เธอเสมอ เพียงแค่เธอหันมามองก็จะเห็น

วันนี้ ฉันเองกำลังรู้สึกแย่ หัวใจกำลังอ่อนแอ 
โชคดีที่น้องชายคนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมจะรักษาแผลใจให้ หากเขาต้องการ
ส่วนน้องสาวอีกคน แม้จะต้องยุติกับความรักเดิม เพื่อเริ่มต้นกับความรักใหม่ แต่เธอก็ยังมีใคร
น้องทั้งสองคนต่างเสียใจ แต่ทั้งคู่ก็มีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ และดูแลหัวใจที่มันเหี่ยวเฉาให้ชุ่มชื่นขึ้น
แตกต่างจากฉัน ที่เสียใจ แต่ต้องดูแลหัวใจตัวเอง... แม้ฉันจะรู้ว่ามีคนพร้อมจะเข้าข้างและเคียงข้างฉันเสมอ เพียงแค่ฉันร้องขอ ซึ่งทำไม่ได้... ฉันบอกกับใครไม่ได้ เพราะเขาไม่ชอบให้ส่วนร่วมรู้เรื่องส่วนตัว ทำไมฉันยังต้องแคร์ความรู้สึกของคนที่ทำร้ายหัวใจกันด้วย (วะ) 

นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ผู้ชายที่ฉันเลือกที่จะ "หยุด" ที่เขา ขอให้ฉันเป็น "เพื่อน"
ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากยอมรับ
และมักจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจ
ทำไมผู้หญิงอย่างฉัน ถึงเป็น "คนรัก" ไม่ได้?
ผู้หญิงที่ดูแข็งๆ พูดจาโผงผาง อยู่กับตัวเองได้ ก็ใช่ว่าจะไม่อ่อนไหวและรักใครไม่เป็นเสียหน่อย


ฟังวิทยุออนไลน์ ที่ izeemusic

เมื่อไม่นานมานี้ น้องชายต่างสายเลือดคนหนึ่งโทร.มาหา แล้วบอกว่า เขาเป็นเด็กบ้านแตกและหัวใจกำลังสลาย สิ่งที่ฉันทำได้ในวันนั้น คือ การอยู่ข้างๆ คอยฟังสิ่งที่เขาจะระบายออกมา ตอบคำถามเมื่อเขาอยากได้คำตอบที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน

ในเวลาเดียวกัน น้องสาวคนหนึ่งที่ฉันรู้จักก็ต้องเจอกับความรักที่ต้องเลือก เธอไม่ได้โทร.มาหาฉัน แต่ฉันยังอยู่ข้างๆ เธอเสมอ เพียงแค่เธอหันมามองก็จะเห็น

วันนี้ ฉันเองกำลังรู้สึกแย่ หัวใจกำลังอ่อนแอ 
โชคดีที่น้องชายคนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมจะรักษาแผลใจให้ หากเขาต้องการ
ส่วนน้องสาวอีกคน แม้จะต้องยุติกับความรักเดิม เพื่อเริ่มต้นกับความรักใหม่ แต่เธอก็ยังมีใคร
น้องทั้งสองคนต่างเสียใจ แต่ทั้งคู่ก็มีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ และดูแลหัวใจที่มันเหี่ยวเฉาให้ชุ่มชื่นขึ้น
แตกต่างจากฉัน ที่เสียใจ แต่ต้องดูแลหัวใจตัวเอง... แม้ฉันจะรู้ว่ามีคนพร้อมจะเข้าข้างและเคียงข้างฉันเสมอ เพียงแค่ฉันร้องขอ ซึ่งทำไม่ได้... ฉันบอกกับใครไม่ได้ เพราะเขาไม่ชอบให้ส่วนร่วมรู้เรื่องส่วนตัว ทำไมฉันยังต้องแคร์ความรู้สึกของคนที่ทำร้ายหัวใจกันด้วย (วะ) 

นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ผู้ชายที่ฉันเลือกที่จะ "หยุด" ที่เขา ขอให้ฉันเป็น "เพื่อน"
ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากยอมรับ
และมักจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจ
ทำไมผู้หญิงอย่างฉัน ถึงเป็น "คนรัก" ไม่ได้?
ผู้หญิงที่ดูแข็งๆ พูดจาโผงผาง อยู่กับตัวเองได้ ก็ใช่ว่าจะไม่อ่อนไหวและรักใครไม่เป็นเสียหน่อย


ฟังวิทยุออนไลน์ ที่ izeemusic

ฟังเพลงนี้ครั้งแรก แอบคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า
เขาเอาเรื่องราวของเราไปแต่งใช่ไหมเนี่ย
...ถึงจะไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียง
ถ้าได้ยินเพลงนี้เมื่อต้นปีที่แล้ว ฉันคงอินเป็นบ้า... แน่ๆ... ชัวร์ยิ่งกว่าชัวร์
และก็คงไม่รอช้าที่จะเลือกโปสการ์ดสักใบขึ้นมาเขียนเรื่องราวที่เจอะเจอส่งให้เขาได้รับรู้
แต่ในวันนี้ พอได้ฟังเพลงนี้ฉันกลับทำได้แค่อมยิ้ม แล้วก็คิดถึง
เรื่องราวในโปสการ์ดที่ฉันเคยบอกเล่าผ่านตัวหนังสือส่งถึงมือเขา
"บางอย่างถ้าไม่คิดถึงจะอยู่ไกล"
ข้อความในโปสการ์ดใบหนึ่งที่ฉันฝากไปพร้อมกับรูปถ่าย
มันเป็นข้อความที่ฉันใช้เตือนตัวเองเสมอ
และก็แอบหวังไว้เล็กๆ ว่า เขาคงจะเห็นมัน และทำตามบ้าง... สักครั้งก็ยังดี


ที่มา songburi.com


"ปีนี้หนาวมาก แต่อุ่นใจดีใช่ไหม?"
เพื่อนคนหนึ่งพูดทิ้งท้ายไว้ให้คิด แล้วก็วางสายไป
นั่นสิ ปีนี้ลมหนาวพัดแรงและนานกว่าเคย
แต่ฉันกลับรู้สึกว่าไม่หนาวเอาเสียเลย
หรือเป็นเพราะอบอุ่นในหัวใจ... จริงๆ

"ฉันไม่รู้สึกเหงามานานแล้ว"
ฉันตอบแบบนี้เสมอเมื่อมีคนถามว่า "อยู่คนเดียวเหงาไหม?"
อาจเป็นเพราะฉันคุ้นเคยกับอารมณ์และอาการนั้นดี
เจอะเจอมาหลายครั้งหลายหน และทนได้มาตลอด... มั้ง

ครั้งแรกที่รู้จัก ก็ทักทายกันธรรมดา
แต่พอเวลาผ่านนานวันเข้า เราก็รู้จักกันมากขึ้น
ฉันเข้าใจ "ความเหงา" ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด เราก็สนิทสนมกัน

เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ฉันรู้สึกอย่างนั้นนะ
เพียงแต่ฉันไม่ได้หันไปมอง
นี่อาจเป็นข้อดีของการ "ไม่ใส่ใจ" ก็ได้
...ฉันไม่จำเป็นต้องเหงา เมื่อลมหนาวพัดมา หรือเมื่อรู้สึกว่าไม่มีใคร...
เพราะคนเราเหงาได้ทุกเวลา แม้ในวันที่มีคนอยู่รอบข้างมากมายก็เถอะ
ซึ่งฉันคิดว่า... อาการเหงาแบบนั้นมันให้ความรู้สึกที่แย่กว่าการเหงา
เพราะไม่มีใครเป็นไหนๆ คุณว่าไหม?

"ใช่... ปีนี้หนาวมาก แต่อุ่นใจดี
และฉันก็ยังไม่รู้ว่าปีไหนกายถึงจะอบอุ่นไปพร้อมๆ กับหัวใจ"


Blog EntryDec 25, '08 2:53 AM
for everyone


เช้านี้ว่าง หลังจากที่วุ่นติดกันมาหลายวัน
ฉันเลยถือโอกาสดีวันที่ใครๆ เรียกว่าวันคริสต์มาส
เข้าเว็บนั่นโน่นนี่ที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน พร้อมกับนั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ
iTunes ยังทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีไม่มีข้อบกพร่องใดๆ
แม้เสียงที่ออกมาจะไม่ค่อยใส เพราะฉันดันใช้ลำโพงคุณภาพขนาดกลาง
ที่ได้รับมรดกตกทอดจากพนักงานรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

I never wanted to hear you say goodbye
And I wondered why
I had to let you go and dry my eyes
My weeping eyes
Try to figure what was wrong with me
What was wrong with me?
But I’m glad you’re back now baby
Now that we can complete what we started

ฉันชอบทำนองเพลงนี้ ฟังมาก็ตั้งหลายรอบ
แต่ไม่เคยสนใจเนื้อร้องเลยจนกระทั่งเมื่อกี้นี้
ฉันตัดเพลงนี้เป็นเสียงริงโทนไว้นานนม... แต่ก็ไม่ได้ใช้เสียที
จนวันหนึ่ง ฉันเมมเบอร์โทรศัพท์ใหม่เข้าไปในเครื่อง
แล้วก็เลือกเพลงนี้ให้เบอร์นั้น
และไม่คิดว่าจะได้ฟังมันเกือบทุกวันตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้
เกือบครึ่งปีแล้วล่ะ

แล้วก็ไม่คิดด้วยว่า ท่อนแรกของเพลงนี้จะตรงกับความรู้สึกได้ขนาดนี้
ฉันไม่เคยต้องการจะได้ยินคำกล่าวลาของเขา
(อันที่จริงก็ไม่ต้องการได้ยินจากปากของใครทั้งนั้นนั่นแหละ)
แต่ถ้าเขายืนยันที่จะไป ใครล่ะจะห้ามได้ ฉันเองก็เช่นกัน
ฉันคงทำได้แต่ร้องไห้ และใคร่ครวญหวนคิดว่าฉันทำผิดอะไร...
ฉันทำผิดอะไร?
แต่ฉันก็ดีใจที่เขากลับมานะ... ที่รัก
และฉันก็พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่
...โชคดีเหลือเกินที่เขายอมกลับมา


Blog EntryDec 22, '08 10:11 AM
for everyone


คนเรานี่ก็แปลก เวลาที่ไม่ได้อยู่ในโหมดของความรัก
ไม่มีใครให้รัก ไม่มีใครมารัก
ก็รู้สึกโหยหา อยากมีคนรัก และอยากจะถูกรัก
บางคนถึงกับลงทุนตามหาเลยด้วยซ้ำไป ใช้บริการเว็บไซต์จับคู่ก็มี

แต่พอมีใครเข้ามาแสดงตัวว่าสนใจ ฝากขนมมาให้ ถามไถ่ทุกข์สุข
ออกอาการว่าปิ๊งเราเข้าจริงๆ กลับอยากวิ่งหนี
เขาถึงบอกว่า คนเรามักจะรักคนที่ไม่รักเรา
ส่วนคนที่เขารักเรา เราก็ดันไม่รักเขาซะอย่างนั้น
มันต้องมีอะไรที่ไม่ตรงใจไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง แม้ไม่ดีอยู่ที่เดียวเราก็หาจนเจอ
แต่กับคนที่เราสนใจ ให้เลวและร้ายสักแค่ไหน เราก็มองไม่เห็น
แต่ถึงจะมองเห็นก็ยอมรับได้อยู่ดี... คนบนโลกใบนี้เป็นเช่นนี้แหละ

กว่าคนสองคนจะคลิกกันแบบลงล็อกพอดิบพอดีไม่มีช่องว่าง
ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้
บางคนยอมหมุนตัวเอง เพื่อให้ฟันเฟืองของตัวตนสวมเข้าพอดีกับอีกฝ่าย
แต่หารู้ไม่ว่า ช่องว่างที่หายไปนั้น มันเกิดจากฟันเฟืองของอีกฝ่ายที่บิดกร่อนจนเสียรูป
ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยอม... ไม่ฉันก็เธอ
แต่ถ้าโชคดีมันจะเป็น "เราผลัดกันยอม"

ณ วันนี้
ฉันคิดว่าฉันเจอคนที่ยอมฉันในบางเรื่อง และฉันยอมเขาในบ้างเรื่องแล้วนะ
แต่ก็ยังไม่รู้หรอกว่า เมื่อไหร่ฟันเฟืองของเราจะลงล็อกเข้ากันได้พอดี
ไม่รู้จริงๆ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

Blog EntryDec 16, '08 7:06 AM
for everyone


แล้วรักกันหรือยัง?
เป็นคำถามที่เพื่อนสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เมื่อครั้งที่เจอหน้ากันในคืนวันหนึ่ง
ฉันได้แต่ยิ้ม
แกรักเขาหรือยัง เอางี้ดีกว่า?
ฉันก็ยังคงยิ้มเหมือนเดิม  

ความรักมันเป็นแบบไหน?
ใช่อารมณ์ที่คิดถึงไม่เลือกเวลา
นึกถึงทุกครั้งกับทุกเรื่องที่เจอ... เวลาที่เขาไม่ได้อยู่ข้างๆ
อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรกันก็ได้
ซื้อชาเขียวรสข้าวแช่ไว้ในตู้เย็น ทั้งๆ ที่ตัวเองชอบชาร้อนและน้ำขิง
ตามดูลิเวอร์พูล ทั้งที่ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
แบบนี้เรียกว่า "รัก" ได้หรือเปล่า?

การ "ยอม" ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ
ถือเป็นส่วนหนึ่งของความรักได้ไหม?
แล้วหึง หวง และห่วงใยล่ะ นับรวมเป็นความรักด้วยหรือเปล่า?
การไม่ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ เท่ากับการยอมใช่ไหม?
เวลาคิดถึงวันที่จะไม่มี "เขา" ในวงเวียนชีวิตแล้วใจมันหาย น้ำตาจะไหล
นี่เป็นเพราะรักเขาเข้าแล้วหรือยัง?

แล้วตกลงฉันรักเขาหรือเปล่า... เรารักกันหรือยัง?


Blog EntryNov 26, '08 7:13 AM
for everyone

"ความรักเป็นยังไงมั่ง?"
เพื่อนสนิทศิษย์สถานบันเดียวกันถามฉัน
ฉันเลยเล่าอะไรๆ ไปมากมาย เพราะห่างหายการพูดคุยกันไปหลายวัน
"พอเจอคนดีๆ ที่น่าจะรักกันได้ ก็ดันไม่รักกันซะงั้น... ชีวิตไม่ลงตัวเลยเน้อะ"
ฉันสรุปการสนทนาเรื่องนี้ก่อนที่จะคุยเรื่องอื่นต่อไป

กับคนที่เคยแอบให้หัวใจไป
เขาก็ไม่พร้อมที่จะรับมันไว้เพื่อดูแล
แถมยังมีเงื่อนไขของระยะทางมาทำให้รู้สึกว่า
อะไรๆ ที่คิดไว้ ไม่น่าจะไปไกลจนสุดทางได้
สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่ห่างไกลเป็นไปในแบบที่มันควรจะเป็น

แต่ฉันว่านะ...
คนเราจะรักกันได้หรือไม่ ไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้หรือไกลกันหรอก
ก็ถ้าจะรักซะอย่าง อะไรก็คงขวางทางไม่ได้
มันอยู่ที่ "หัวใจ" มากกว่า
...หัวใจของคนสองคน

"ความรักเป็นยังไงมั่ง?" ฉันถามตัวเอง
เหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วไม่ดีเอาซะเลย
เพราะยังไม่มีคำว่า "เรา"
วันนี้เธอจะทำอะไร ฉันต้องทำไอ้นี่นะ
วันนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ แล้วเธอจะอยู่ที่ไหน
...เมื่อไหร่จะมี...
วันนี้เราจะทำอะไรกันดี?

"รู้แบบนี้แล้วจะทำยังไงต่อ?" ฉันถามตัวเองอีกข้อ
จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเขาไม่ยอมออกมาจากเกราะกำบัง
แล้วฉันก็ยังทะลายกำแพงของตัวเองได้ไม่หมด
และที่สำคัญ "เรายังไม่ได้รักกัน" ใช่ไหม?
คำถามข้อใหม่ผุดขึ้นมาในสมอง

เราอยากจะรักกันไหม? คำถามสุดท้ายสำหรับวันนี้

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

Blog EntryNov 9, '08 11:19 PM
for everyone


"ฉันกลัวว่าจะรักใครไม่เป็น"
ฉันเคยพูดประโยคนี้กับเพื่อนคนหนึ่งทางโทรศัพท์

จำได้ว่า หลังเลิกงานของวันนั้นฉันเดินเข้าซูเปอร์
สนุกกับการเลือกซื้อของทั้งที่จำเป็นต้องใช้และอยากจะซื้อไว้ทั้งที่ไม่จำเป็น
ก่อนห้างปิดนิดหน่อย ฉันจัดการจ่ายเงินแล้วก็กลับห้องเหมือนทุกครั้ง
แต่วันนั้นมีลมเย็นๆ พัดโดนตัว "อากาศดีจัง"
พร้อมกับคำถาม... ทำไมหน้าหนาวปีนี้ฉันไม่เหงานะ
ไม่รู้สึกว่าอยู่เพียงลำพังเหมือนก่อน
"ฉันกลัวว่าจะรักใครไม่เป็น"

สิ่งที่ฉันกลัวในวันนั้น เกิดจากความเคยชิน
ฉันชินกับการอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียว
จนสุดท้ายฉันก็รู้สึกความชอบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคนเราสนุกที่จะอยู่คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีใครไว้ข้างๆ กายใช่ไหม
ใครในที่นี้ คือ คนที่จะทำให้หัวใจอบอุ่นเวลาลมหนาวพัดมา
ใครที่จะฟังเรื่องร้ายๆ และช่วยปลอบใจให้เรารู้สึกดี
ใครที่โทร.มาหา แล้วบอกว่า "คิดถึงนะ"
ใครที่ไปดูหนังรักกับเราทั้งๆ ที่เขาชอบหนังรบ
ใครที่ยอมยกก้านคะน้าให้เราทั้งๆ ที่เขาเองก็ชอบกินเหมือนกัน
ใครที่ยอมนั่งหลังแข็งตลอดการเดินทาง เพื่อให้เราหลับสบายมีไหล่ไว้อิง

และการที่ไม่มีใคร มันก็ทำให้ฉันไม่ต้องตั้งคำถาม
ทำไมไม่โทร.มา ทำไมไม่มาหา ทำบ้าอะไรอยู่นะ
พอไม่มีคำถาม ก็ไม่ต้องหาคำตอบ
ไม่ต้องคิดเอง ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องน้อยใจ

ฉันกลัวมาตลอดว่า จะรักใครไม่เป็น จะไม่มีหัวใจไว้สำหรับรักใคร
เพราะห่างจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มานาน ชินจนชากับการอยู่คนเดียว
แล้ววันหนึ่ง "ฉันก็ร้องไห้"
เพราะน้อยใจ เพราะหาคำตอบไม่ได้
ให้กับใครที่คิดว่าน่าจะมาอยู่ข้างๆ กายกัน

น้ำใสๆ ที่ไหลอาบแก้มทำให้ฉันรู้ว่า
"ถ้าฉันยังมีน้ำตา ก็แสดงว่าฉันยังมีหัวใจ"

แม้วันนี้ฉันยังเป็นคนข้างๆ ของใครไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่มีหัวใจและรักใครไม่เป็น


ยังจำกันประโยคนี้ได้ไหม
"เธอไม่เคยออกจากวงกลมของเธอ... เราไม่มีพื้นที่วงกลมที่ทับกัน"
ฉันเริ่มทุบอิฐบนกำแพงรอบวงกลมไปบ้างแล้ว
แต่มันคงยังไม่เร็วพอสำหรับคนที่เป็นฝ่ายรอ

โอกาสของฉันยังจะมีอยู่หรือเปล่า?
ฉันไม่มั่นใจ...
และพยายามเข้าใจพร้อมกับทำใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน

"ความรัก มันเป็นสีสันของชีวิต...
ชีวิตเราก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิม แค่มีสีสันเพิ่มเท่านั้น"

ฉันยังจำคำพูดของที่ปรึกษาส่วนตัวได้ขึ้นใจ
"ชีวิตคนเราไม่มีทางเหมือนเดิม เมื่อมีความรัก
เราต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ารูปเข้ารอยในแบบที่คนสองคนยอมรับได้
แต่เมื่อเลิกกัน รูปทรงของเราก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว
มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ต้องใช้เวลา
หรือไม่ได้เลยสำหรับบางคน"

นี่ก็เป็นอีกคำพูดหนึ่งที่ฉันจำได้ไม่ลืม

"เราเลิกกันเถอะ" เขาพูดขึ้นมาทันทีที่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างข้างๆ ฉัน
ฉันได้ยินประโยคนั้นชัดเต็มสองหู จึงไม่จำเป็นต้องร้องขอให้เขาพูดมันซ้ำอีกครั้ง
อันที่จริง... ได้ยินแค่ครั้งเดียวมันก็มากเกินไปแล้ว
ฉันได้แต่นั่งก้มหน้า สูดลมหายใจเข้าและปล่อยลมหายใจออกช้าๆ อยู่สองสามรอบ
ฉันพยักหน้า "อืม" ฉันพูดได้แค่นั้น
แล้วก็ลุกขึ้น เดินออกมาจากเขาโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองอีกเลย

น้ำตาไหลออกมาทันทีที่ฉันก้าวพ้นบริเวณที่เขานั่งอยู่
แล้ววันนี้ก็มาถึง...

เสียงเพลง Wake Me Up When September Ends ของ Green Day ดังขึ้น
ฉันสะดุ้งสุดตัว ซึ่งไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นเพราะตกใจเสียงปลุกจากมือถือที่คุ้นเคย
มันเป็นแค่ฝัน...
และฉันก็อยากให้มันเป็นแค่นั้น

ถึงความรักจะเป็นแค่สีสันของชีวิต
แต่ชีวิตที่บิดเบี้ยวเสียทรงไปบ้างแล้ว มันคงอยู่ต่อไปด้วยความยากลำบาก
ถึงจะไม่มาก แต่ก็ไม่เหมือนเดิม

กำแพงที่ทุบยังไม่ทันเสร็จ อาจได้รับการซ่อมแซมใหม่
กลายเป็นกำแพงที่แข็งแรงและแน่นหนากว่าเดิม
และคงต้องใช้เวลามากกว่าเดิม ถ้าจะทุบมันอีกครั้ง
แล้วจะมีใคร "รอ" จนวันที่วงกลมของฉันไม่มีกำแพง
รอจนถึงวันที่พื้นที่วงกลมของเรามาซ้อนทับกัน... จะมีไหม?



ใครๆ ก็ทักว่ามีความรักเหรอ?
เอาเข้าไปสิ กะอีแค่แต่งตัวใหม่
เปลี่ยนสไตล์นิดหน่อยทำเอาเราตกเป็นเป้าสายตาขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย
ฉันได้แต่คิด
หรือฉันควรจะบอกพวกเขาเหล่านั้นไปว่า
ที่ฉันดูเปลี่ยนไป เพราะฉันอยากมีความรัก

กลางสัปดาห์ของกลางเดือนตุลา เวลาเกือบเที่ยง
อาจารย์ที่รักแต่ไม่ได้รับการเคารพเท่าที่ควรโทร.หาฉัน
เขาถามตรงๆ ว่า "คุณมีใครแล้วเหรอ"
เพราะได้ยินมาจากลูกน้องในสายงาน ซึ่งมันคนนั้นก็เป็นเพื่อนของฉันนี่แหละ
ฉันไม่บอกอะไร และพยายามคุยเรื่องโน้น เรื่องนี้
หวังให้เรื่องที่เขาต้องการรู้ถูกกลืนไปอย่างเนียนๆ
แต่เขาก็เหนือชั้นกว่า เขาถามอีกครั้งว่า
"ตกลงจริงไหม เขาไม่ต้องการเป็นคนที่ตกข่าว"
และเมื่อได้คำตอบที่พอใจแล้ว
เขาก็วางสายไป

สายๆ ของวันเสาร์ที่เพิ่งผ่านมา
ขณะที่ฉันกำลังแปรงฟัน โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
แปลกใจนิดๆ เช้าวันเสาร์แบบนี้มีใครตื่นเหมือนเราด้วยเหรอเนี่ย
แล้วฉันก็ต้องแปลกใจอีกรอบเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทร.มา
"พี่ได้ข่าวว่าเธออินเลิฟเหรอ"
ตายๆ ทำไมจู่โจมขนาดนี้เนี่ย และเพราะไม่รู้จะทำยังไง
ฉันเลยใช้มุกเดิม พยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถาม และคุยเรื่องอื่นๆ
"ตกลงเป็นใคร เธอยังไม่ได้บอกพี่เลย"
แก่ แต่ความจำยังดีอยู่เว้ย...
"เอาเป็นว่าเรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่กลับมาจากญี่ปุ่นแล้วกัน"
ฉันไม่ได้บอกอะไรไปมากกว่านี้
แต่พี่เขาก็ได้คำตอบทันทีหลังจากฉันพูดจบ

วันนี้เพื่อนรุ่นน้องและเป็นเพื่อนร่วมงานในคนๆ เดียวกันกลับมาจากอเมริกา
"เจ๊ ของฝาก" ฉันยิ้มแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเลือกสีและกลิ่นของ Lip Balm อย่างตั้งใจ
"เอาอันนี้แล้วกัน" ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของ 'ของฝาก' ชิ้นนั้น
"เจ๊มีความรักใช่ไหม"
ฉันได้แต่ยิ้ม แล้วก็พูดตามหลังน้องไปว่า
"ฉันก็มีความรักมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาทักล่ะ... ฉันน่ะนางงามนะ รักทุกคน"

ตกลงฉันมีความรักไหม?
ฉันว่า ฉันมีมาตลอดนะ
มีไม่เคยขาดด้วย
...จริงๆ นะ...

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

Blog EntryOct 2, '08 2:44 AM
for everyone


ตัวเลขทั้ง 8 ตัวนี้ มิใช่เลขที่ฉันตีความได้จากความฝัน
แต่เป็นวันเดือนปีที่สำคัญยิ่งของผู้ชายนายหนึ่ง ซึ่งฉันคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี
ย้อนกลับไปเมื่อ 37 ปีที่แล้ว เขาเพิ่งลืมตาดูโลก
สิบปีกว่าที่ผ่านไป ฉันกับเขา... เราเพิ่งรู้จักกันครั้งแรก

ฉันเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เคยคิดล้างครู โดยเฉพาะครูที่ชื่อ "เขี้ยว" ยิ่งไม่มีทาง
ฉันมักบอกใครต่อใครว่า เขาเป็นครูที่ฉันไม่ค่อยเคารพ แต่รักมากเลย
ฉันเลิกเรียกเขาว่าอาจารย์ ตั้งแต่เรียนจบปี 4
และหลังจากนั้นฉันก็เห็นเขาเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งมาตลอด
พี่ที่ขอยืมเงินได้ ให้กำลังใจได้ และพร้อมที่จะวิจารณ์ทุกอย่างที่ฉันขอร้องอย่างตรงไปตรงมา
แบบที่เรียกว่า "ไม่รักษาน้ำใจ"
วันคล้ายวันเกิดของเขาในปีนี้พิเศษกว่าปีก่อนๆ เพราะเขาเลือกใช้วันนี้เป็นวันสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตคู่
ดร.ภา คือ ผู้หญิงที่เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตในวันข้างหน้าร่วมกัน

ฉันรู้จักผู้หญิงของเขาครั้งแรกในงานปาร์ตี้ตอนที่มีอายุครบ 31 ปีเต็ม และจำได้ว่ายังแซวคนที่พา ดร.ภามาว่า
"เมื่อปีก่อนไม่ใช่คนนี้นี่หว่า"
แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่รู้จักกันมา เขาไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมางานวันคล้ายวันเกิดฉันสักปี

นั่นอาจจะเป็นสัญญาณแรกที่เขาอยากจะแจ้งเป็นนัยๆ ก็ได้ว่า
"คนนี้... ตัวจริงเว้ยเฮ้ย"
และก็เป็นอย่างที่ฉันคิด
ทุกอย่างลงตัวในวันคล้ายวันเกิดของเขาในปีนี้

ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ฉันสามารถพูดได้ว่า
เขาเป็นอาจารย์ที่ดี เป็นนายจ้างที่ดี เป็นพี่ชายที่ดี เป็นกัลยาณมิตรที่ดี
มันจึงทำให้ฉันเชื่อมั่นว่า เขาจะเป็นสามีที่ดีด้วยเช่นกัน
และฉันก็หวังว่า วันเวลาข้างหน้าซึ่งคงไม่นานนัก
ฉันจะมีโอกาสได้เป็นอาที่ดี ในขณะที่เขาก็ได้ทำหน้าที่พ่อที่ดี


ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามบล็อกของฉันมาตลอด
คุณคงจะรู้เรื่องราวชีวิตของฉันพอสมควร
คุณน่าจะเข้าใจว่า ผู้หญิงที่อ่อนไหว
แต่ไม่อ่อนหวานอย่างฉันผ่านวันร้ายและคืนที่ดีมาอย่างไรบ้าง
วันนี้ฉันมีเรื่องให้ขบคิด

...ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงเพื่อนร่วมงาน (ฉันหมายถึงพวกผู้ชายอ่ะนะ)
พวกมันเห็นฉันเป็นเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในร่างของผู้หญิง
นั่นทำให้ฉันไม่ได้รับการสนใจหรือใส่ใจ ในฐานะเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเลย

แล้ววันหนึ่งก็มีผู้ชายคนหนึ่งมองเห็นความเป็นผู้หญิงของฉัน
เขาเข้ามาเทคแคร์ ดูแลฉันอย่างผู้หญิงคนหนึ่ง
มันทำให้ฉันรู้สึกดีมากๆ รู้สึกดีโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่า
นั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงกระทำต่อผู้หญิงคนหนึ่ง
ฉันไม่ได้พิเศษกว่าผู้หญิงคนไหน

ความรู้สึกดีๆ ที่ฉันได้รับเริ่มก่อตัวช้าๆ เป็นความประทับใจขึ้นโดยที่ฉันไม่รู้ตัว
รู้แต่เพียงว่า อยากเห็นหน้าจัง อยากคุยด้วยเน้อะ
ได้กินข้าวด้วยกันสักมื้อคงเข้าที หรือแค่เห็นรถของเขาจอดอยู่ก็ยังดี
อาการแบบนี้ ทำให้ฉันต้องนั่งนิ่งๆ ถามหัวใจตัวเองอย่างจริงจังว่า
ทำไมถึงได้เป็นอย่างที่เป็น...

ฉันผ่านคืนวันแบบอ้างว้าง โดดเดี่ยว และเหงาเป็นบ้ามาได้หลายเพลา
แต่ก็อาจเป็นเพราะ ในใจของฉันมีใครคนหนึ่งอยู่ในนั้น
นั่นคงทำให้หนาวแค่กายแต่ในใจแสนอบอุ่น
และนั่นก็ทำให้ฉันไม่เคยมองเห็นใครในสายตามาตลอดสามปีกว่า
แล้วเขาคนที่อยู่ในใจหายไปไหน
ทำไมถึงไม่ดึงฉันกลับไปอยู่ในโหมดเดิม

แล้วตาคนนี้มีอะไรดี ทำไมถึงทำให้ใจฉันวูบไหวได้ขนาดนี้นะ
หรือจะเป็นเพราะเรามีเคมีบางอย่างตรงกัน
ถ้าคุณคิดว่า อีกเดี๋ยวบล็อกนี้จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู
และเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุหลาบล่ะก็
ขอโทษทีนะ คุณคิดผิด
เพราะ...
"เธอไม่เคยออกจากวงกลมของเธอ... เราไม่มีพื้นที่วงกลมที่ทับกัน"
เขาบอกกับฉันในวันหนึ่ง

แค่มีเคมีบางอย่างตรงกัน ก็ใช่ว่าความรักจะบังเกิด
ถ้าตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังมีโลกส่วนตัว
ฉันมีวงกลมเป็นของตัวเอง
แถมรอบๆ วงกลมนั้นยังเต็มไปด้วยกำแพงอิฐ
ฉันพยายามจะทะลายมัน แต่ก็คงต้องใช้เวลา
และก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะให้เวลาหรือเปล่า

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนเราจะทำลายกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ
ฉันไม่รู้จะเริ่มทุบมันที่ตรงไหน... ไม่รู้จริงๆ
รู้แต่เพียงว่า ฉันต้องทำ
แม้สุดท้ายวงกลมของฉันจะไม่มีส่วนใดทับกับวงกลมของเขา
แต่อย่างน้อย... วงกลมของฉันก็จะไม่มีกำแพงอีกต่อไป

แล้ววันนั้นกลิ่นหอมของดอกกุหลาบคงอบอวลไปทั่วทั้งบล็อก
...คงมีสักวัน


Blog EntrySep 13, '08 1:43 AM
for everyone

ผ่านวันคล้ายวันเกิดไปอย่างที่ต้องการ
ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีเค้ก ไม่มีเพลงแฮปปี้ เบิร์ธเดย์ และไม่ต้องเป่าเทียน
แต่ได้รับคำอวยพรจากหลายคนรวมแล้วได้หลายหน้ากระดาษ

อายุยิ่งเพิ่มขึ้น ของขวัญที่ได้รับก็จะยิ่งน้อยชิ้นลง
แต่คุณค่าในความทรงจำกลับมีมากขึ้น

ฉันลืมตารับเช้าวันเกิด เพราะเสียงโทรศัพท์ดัง
ชื่อพี่ชายเด่นอยู่บนหน้าจอมือถือ
"ฮัลโหล" ฉันพูดออกไป
"แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ทู ยู... แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ทู ยู...
แฮปปี้ เบิร์ธเดย์... แฮปปี้ เบิร์ธเดย์... แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ทู ยู"
ชายหญิงคู่หนึ่งร้องประสานเสียงเพลงแฮปปี้ เบิร์ธเดย์มาตามสาย
ฉันนอนยิ้มอยู่บนเตียง... สองผัวเมียนี่ทำอะไรน่ารักๆ ดีเว้ย... ฉันคิด
แล้วพี่ชายก็อวยพรอะไรอีกมากมายอยู่พักหนึ่งก่อนวางสายไป

ปีนี้ฉันไม่ได้ลุกไปใส่บาตรเหมือนเคย
และอารมณ์ออกจะหงุดหงิดนิดหน่อยด้วย
แต่ช่างเถอะ... ฉันก็คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง
วันคล้ายวันเกิดก็วันธรรมดาๆ วันหนึ่ง
จะขี้เกียจ โมโหโกรธาบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ เช่นกัน

ปีนี้เพื่อนรุ่นเก่า และแก่มาพร้อมๆ กันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้
ทยอยกันส่งข้อความอวยพรมาตั้งแต่เข้าวันที่ 12
บางคนก็อวยพรแล้ว อวยพรอีก

ฉันชอบที่เหมียวอวยพร... Happy Birth day 2 u Happy Birth day 2 u
Happy Birth day Happy Birth day Happy Birth day 2 u...............
โอมเพี้ยง... ขอให้หนุ่มคนนั้นเป็นของแก... เอ๊ยไม่ใช่
ขอให้หนุ่มคนนั้นใช่สำหรับแก
โรคที่เป็นอยู่ก้อขอให้หายสักทีเน้อ...
เพื่อนที่รู้ใจ คำอวยพรเลย 'ใช่' ตรงจุดที่สุดเลย

ฉันรู้สึกดีที่เก๋เดินมากระซิบที่ข้างหูว่า "แฮปปี้ เบิร์ธเดย์นะ"
แล้วก็สารภาพว่า ขอโทษที่ส่งเมสเสจไปไม่ครบ
ตกคำอวยพรเพราะตังค์ในมือถือหมด 
...ต้องอย่างนั้น

ฉันขำที่พี่หนุ่มส่งข้อความมาให้
BD PA! แล้วก็ขอให้ฉันสมหวังกับคนที่ลาว
5 5 5 พี่สาวตกข่าวบางอย่างไปนะเนี่ย
แต่ไม่เป็นไร ลึกๆ ในใจก็ยังคิดถึงคนๆ นั้นอยู่เหมือนกัน

ฉันแฮปปี้ที่จิ๋มโทร.มาหา
แล้วก็เล่นกีตาร์และร้องเพลงให้ฉันฟัง
ตบท้ายด้วยคำว่า "แฮปปี้ เบิร์ธเดย์นะแก"

นี่ยังไม่ได้นับรวมโอ๋ เพื่อนสนิทสมัยอนุบาลที่ส่งข้อความมาให้
และปุ๋ม เพื่อนสนิทสมัยม.ปลายที่โทร.มาหา (น่าจะเป็นปีแรกที่โทร.มานะ ถ้าจำไม่ผิด)

มีบางคนที่ไม่ได้คุ้นเคยกันเท่าไหร่ แต่ก็ยังส่งคำอวยพรมาให้
อย่างพี่โต เพื่อนพี่ปอนด์, น้องผึ้ง และคุณนกสีฟ้า
"ขอบคุณนะคะ" 

อีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง
ฉันได้รับคำอวยพรแล้ว และจดมันไว้ในบันทึกส่วนตัวแล้วด้วย
สบายใจได้... ถึงมือถือจะหาย เมสเสจจะถูกลบ หรืออีเมลจะใช้ไม่ได้
ข้อความอวยพรของทุกคนก็จะไม่มีวันหายไปไหน
และถ้าโชคร้ายสุดๆ บันทึกเล่มนี้หายก็ยังไม่เป็นไรอยู่ดี
เพราะฉันเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำเรียบร้อยแล้ว


มีหลายคนพูดไว้ว่า การเดินทางไม่มีวันสิ้นสุด
อาจจะจริง แต่ไม่ทั้งหมดนะฉันว่า
เพราะเท่าที่เห็น การเดินทางของความรักมักจะมีจุดจบเสมอ

ไม่สมหวังก็ผิดหวัง
ทุกคู่ล้วนต้องเดินจนถึงปลายทางทั้งนั้น
ปลายทางที่มีงานวิวาห์รออยู่ตรงหน้า หรือไม่ก็บ่อน้ำตาและความเสียใจ
แต่ไม่ว่าผลของการเดินทางจะออกมาในรูปแบบไหน

โปรดรู้ไว้เถอะว่า ครั้งหนึ่ง...
คุณก็เคยได้รักและถูกรัก

ยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะรัก แต่ก็ไม่เคยได้รัก
อยากจะถูกรัก แต่ก็ไม่มีสักครั้งที่จะได้สัมผัสมัน

อย่าเสียใจไปเลยถ้าเดินมาถึงปลายทางแล้วเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ
เพราะบางคนอาจไม่เคยได้เจอสิ่งที่อยากจะเจอเลย
ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางก็ได้


Blog EntryAug 20, '08 9:58 AM
for everyone
ณ กองบรรณาธิการนิตยสารหัวนอกฉบับหนึ่ง ย่านรามอินทรา
บ่ายแก่ๆ ของวันพุธที่ 20 สิงหาคม เกิดการรวมตัวครั้งใหญ่หน้าโต๊ะ บ.ก.
ความล่าช้า เป็นประเด็นหลักที่ถูกหยิบมาพูด

หลากหลายเหตุผล ข้ออ้าง ข้อแก้ตัว และคำสารภาพผิดหลั่งไหลออกมาจากปากสมาชิกทีละคน
ฉันเป็นคนแรกในทีมนักเขียนที่ถูกว่า "งานชิ้นสุดท้ายส่งเมื่อไหร่" "ทำไมถึงช้า" ฯลฯ
ตอนแรกฉันก็บอกเหตุผล พยายามหาข้อแก้ตัว แต่สุดท้ายก็สารภาพแต่โดยดีว่า "ไม่มีอารมณ์เขียน"
"ทำงานตามอารมณ์ได้ยังไง บ.ยังไม่จ่ายเงินตามอารมณ์เลย" อึ้งกันไป
ใช่ พี่พูดถูก น้องเห็นด้วย

แต่หลังจากที่เลิกประชุมแล้ว พี่เองก็ขอให้นักเขียนคนหนึ่งเขียนบท บ.ก.แทน
เพราะพี่ไม่มีอารมณ์จะเขียนไม่ใช่เหรอ?
ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นออกไปหรอกนะ เพราะฉันเข้าใจดีว่า
เวลาไม่มีอารมณ์จะเขียนมันเป็นยังไง...

วันนี้ทุกคนเลยอยู่กันอย่างพร้อมหน้า
โดยไม่ได้นัดหมาย
ฉันรีบดิวงานเพราะเจอเส้นตายให้ส่งงานชิ้นใหม่ในเร็ววัน
"ดีว่ะ" ฉันชอบอารมณ์แบบนี้ ทำงานแข่งกับเวลา
เอาชนะข้อกำหนดต่างๆ "มันเป็นบ้า"

อาการที่มันเนือยๆ คอยแต่จะเลื้อย จะหลับ มันค่อยๆ หายไป
เพียงแค่เจอคำสั่งเด็ดขาด
"วันที่ 29 นี้ส่ง Hang Out นะ และวันที่ 5 ทุกอย่างต้องเสร็จ"
สบายอยู่แล้ว นักเขียนขั้นเทพซะอย่าง
เรื่องแค่นี้ สิว สิว

"รักแท้แพ้ใกล้ชิด" คงเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง
ฉันเองก็ได้ยินออกบ่อย เห็นจะๆ ก็หลายครั้ง
และไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสเข้าใกล้อาการแบบนั้นได้
เพราะมั่นใจในตัวเองเสมอมาว่า หนักแน่น (หรือจะเรียกว่าดื้อรั้นก็ได้) มากพอ
ที่จะไม่วูบไหวไปกับอะไรๆ ได้ง่ายๆ

แต่วันนี้จริตที่มีกลับเสียศูนย์
มันไม่ได้เกิดขึ้น เพราะความเหงาเข้ามาทักทาย... ไม่ใช่แน่ๆ

ฉันไม่ได้หวั่นไหวเพราะไม่มีใคร
แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า ฉัน "มีตัวตน" สำหรับใครบางคน
แม้เพียงเล็กน้อย ในช่วงเวลาสั้นๆ
แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกได้

คนเราทุกคนต่างต้องการ
"การยอมรับ อยากมีคุณค่า และอยากเป็นคนสำคัญ" ด้วยกันทั้งนั้น
ฉันเองก็เช่นกัน

บางทีจริตที่เสียไปในครั้งนี้
อาจทำให้ฉันมองเห็นภาพบางภาพชัดเจนขึ้น
เข้าใจความรู้สึกของบางคนมากขึ้น
ยอมรับที่จะสูญเสียบางสิ่ง
และเก็บบางอย่างไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

Blog EntryAug 5, '08 4:39 AM
for everyone

บ่ายจัดของวันนี้
พี่ชายคนเดียวของฉันโทร.มาหา
"มีข่าวดีมากบอก" เสียงปลายสายดังมา
"ถูกหวยเหรอ หรือว่าท้อง" ฉันเดา
"จะบ้าเหรอ ไม่ใช่"
"อะไรล่ะ บอกมาสิ"
"พลอยเรียกอาปอนด์ได้แล้วนะ แต่ออกเป็นสระโอว่ะ พี่เปิดอัลบั้มรูปให้ดู แล้วก็ชี้ถามเขาทีละคน นี่ใคร ปู่ นี่ใคร ย่า แล้วนี้ใคร พลอยบอก อาโปน"
"เหรอ ดีใจจัง" ฉันพูดได้แค่นั้น มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ นะ
เพราะทุกครั้งที่ฉันถามหลานว่า "พลอยรักอาปอนด์ไหม" คำตอบที่ได้จะเป็นอาการส่ายหน้าทุกที
"พี่ไม่มั่นใจเว้ย ก็เลยเปิดหารูปที่เห็นปอนด์ชัดๆ แล้วก็ถามอีกว่านี่ใคร พลอยก็บอกว่า อาโปน"
"5 5 5 แล้วจะเอายูกาตะไปฝากนะ"

ฉันรู้ว่าหลานคนนี้รักฉันน้อยที่สุดในบ้าน เพราะฉันดุที่สุดในบ้าน
เธอร้ายมา ฉันร้ายตอบ...
เธอกัดมา ฉันกัดตอบ จิกหัวรึ ไม่มียอมอยู่แล้ว จิกตอบทันที
พร้อมกับสอนว่า "พลอยไม่มีสิทธิ์ไปทำใครก่อน แต่ถ้าใครมาทำพลอยก่อนล่ะก็อย่าไปยอม แล้วถ้าสู้ไม่ได้ก็ค่อยมาฟ้องพ่อ เข้าใจไหม"
แล้วพลอยก็จะทำหน้างงๆ

พลอยรักปู่ ย่า แล้วก็พ่อ เพราะถามว่ารักไหมทีไร ก็พยักหน้ารับทุกที
นำความน้อยใจมาให้ผู้เป็นแม่อย่างยิ่ง
แต่เวลาจะนอน คนเดียวที่พลอยมองหาคือ แม่ของหล่อน... เด็กหนอเด็ก

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่รักเด็ก (และก็ไม่กินเด็ก) เลย
แต่หลานคนนี้ มีอิทธิพลกับชีวิตฉันเหลือเกิน
อย่างน้อยที่สุดพลอยก็ทำให้ฉันเข้าใจเด็กๆ มากขึ้นอีกนิด


Blog EntryAug 5, '08 2:51 AM
for everyone

อยากชวนเพื่อนๆ ที่ชอบใส่เสื้อยืด ซื้อเสื้อยืด เพื่อยืดอายุของน้องโอม
รายละเอียดทั้งหลาย เชิญดูได้ที่ http://loponeman.multiply.com/photos/album/68/68#4
มีอะไรสอบสงสัย ถามเจ้าของบ้าน loponeman แล้วกันนะ

แต่ถ้าจะฝากเราสั่งซื้อก็ยินดียิ่ง เพราะเราเองก็กำลังจะสั่งเหมือนกัน


Blog EntryJul 18, '08 8:15 AM
for everyone

เที่ยงนิดๆ ของวันหนึ่ง เมื่อต้นสัปดาห์
ขณะที่ฉันและน้องๆ ในกองกำลังง่วนอยู่กับการคิดว่าจะกินอะไรเข้าไปดี
เสียงเพลง Say yes if you love me จากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
"ไฮ มามี่" ฉันมักจะทักทายแม่อย่างนี้เสมอ
"แม่ มีไร... แม่ พูดสิพูด"
"ปอนด์ ตอนนี้ทำงานอะไร แม่จะกรอกลงในใบแม่ดีเด่นน่ะ"
"ห๊ะ งี้ก็ต้องไปร่วมงานด้วยดิ่ ไหนๆ ต้องกรอกอะไรบ้าง"
แล้วแม่กับฉันก็ง่วนอยู่กับการกรอกรายละเอียดแม่ดีเด่นอยู่พักใหญ่

แปลกใจใช่ไหมว่าทำไม ผู้หญิงที่จะได้รับรางวัลแม่ดีเด่น
ถึงไม่รู้ว่าลูกสาวของตัวเองทำงานอะไร
ไม่ใช่ว่าแม่ไม่สนใจในตัวฉันหรอกนะ
แต่เพราะไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่
ฉันก็ยังเป็นลูกแม่เหมือนเดิม แล้วอีกเหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ
ฉันเปลี่ยนงานบ่อยเสียจนแม่ตามจำชื่อบริษัท และตำแหน่งไม่ไหว

"ฉันว่าพ่อแกน่ะ รักพี่แกมากกว่าแกนะ" เพื่อนคนหนึ่งบอก...
"จริงดิ่ ดูจากอะไร" ฉันถามออกไป แต่ในใจก็ยังเชื่อว่า พ่อรักฉันมากกว่า
"ดูที่ตาแม่แกสิ มองแกด้วยความรักนะ" แทนที่ฉันจะได้คำตอบ กลับเกิดคำถามใหม่

วันหนึ่งซึ่งนานมาแล้ว
"แม่ แม่รักปอนด์มากกว่าพี่ท็อปหรือเปล่า?"
แม่ยิ้ม พยักหน้า แล้วก็พูดต่อว่า
"แต่แม่ห่วงพี่ท็อปมากกว่าปอนด์ เพราะพี่เขาใจดีเกินไป"
คำตอบที่ได้ทำให้ คำว่า "เท่ากัน" ที่ฉันเชื่อว่ามันมีแค่ในวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น ชัดเจนขึ้น

ฉันเองก็รักพ่อและแม่ไม่เท่ากัน
บางวันพ่อก็น่ารัก แต่อีกเดี๋ยวเดียวผู้ชายคนเดิมก็ออกอาการตาแก่ขี้บ่นขึ้นมาซะดื้อๆ
บางทีแม่ก็ทำให้ฉันหนักใจในการกระทำบางอย่าง แต่บางคำของผู้หญิงคนนี้ก็ทำให้ฉันเป็นฉันอย่างวันนี้

ในใบแม่ดีเด่นมีคำถามข้อหนึ่งถามประมาณว่า
ลูกของคุณมีคุณงามความดีอะไรบ้าง?
ฉันนึกไม่ออกเลยสักข้อ แต่แม่กลับตอบออกมาได้เป็นฉากๆ

ฉันว่ารางวัลที่แม่จะได้รับนี้ "ยาย" ก็มีส่วนร่วมด้วยเหมือนกัน
แม่จะเป็นแม่ที่ดีได้ยังไง ถ้าไม่มีตัวอย่างที่ดีให้เห็น
ฉันจะเป็นลูกที่ดีได้ยังไง ถ้าไม่มีแม่ที่ดีคอยอบรมบ่มนิสัย
แต่น่าเสียดายที่ยายไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมดีใจกับเรา

และฉันก็คิดว่า "แม่" ทุกคนบนโลกใบนี้
เป็นแม่ดีเด่นในใจลูกๆ ทุกคนอยู่แล้วล่ะ

 

 


Pages:1234